posted on 05 Oct 2008 22:05 by whymewhynot
ผมเป็นคนหนึ่ง ที่ใช้เครื่องพรินเตอร์ในการทำนู่น ทำนี่ ทำนั่นมากมาย
ตั้งแต่พิมพ์งานเอกสารธรรมดา ๆ เรื่อยไปจนถึงพิมพ์ภาพถ่าย และโมเดลกระดาษ
ซึ่งที่ผ่าน ๆ มา ผมเองก็ใช้พรินเตอร์มาหลายต่อหลายรุ่น ซึ่งรุ่นใหม่ ๆ
ที่ออกมาต่างก็พัฒนาคุณภาพของงานพิมพ์ และฟีเจอร์การใช้งานล้ำยุคเรื่อยมา
ไม่ว่าจะเป็น พิมพ์งานโดยตรงจากกล้องถ่ายรูป ทั้งแบบเชื่อมต่อทางสาย USB
จนล้ำไปถึงสั่งพิมพ์ทาง WLAN หรือ Bluetooth ,
ความสามารถในการพิมพ์ภาพลงบนแผ่นซีดี , ความเร็วในการพิมพ์ที่เพิ่มขึ้น ,
ความละเอียดที่มากขึ้นเข้าหลักหมื่นคูณหมื่นจุด
แต่ฟีเจอร์เหล่านี้ กลับไม่ค่อยได้ใช้ และไม่อยากได้สักเท่าไหร่
และบางอย่างก็ออกจะเกินความจำเป็นไปด้วยซ้ำ
ซึ่งฟีเจอร์ที่ผมต้องการจากพริ้นเตอร์ในตอนนี้นั้นเป็นอะไรที่น่าจะทำให้การ
ทำงานของเราสะดวกมากขึ้น มาลองอ่านกันครับ
ว่าฟีเจอร์แบบไหนน่าจะมีในพริ้นเตอร์รุ่นใหม่ ๆ กันบ้าง
1. 2 Works in the same time
เคยไหมครับ ที่เวลาสั่งพิมพ์งานภาพถ่ายขนาด A4 ด้วยความละเอียดสูง
แล้วต้องใช้เวลาถึงกว่า 15 นาที กว่าจะได้ภาพออกมา (แถมในบางครั้ง
ดันสั่งไปทีละเป็นสิบ ๆ ใบ)
แล้วในจังหวะที่เครื่องพิมพ์กำลังทำงานอยู่นั้น
ก็เกิดจำเป็นที่จะต้องพริ้นต์งานเอกสารด่วนขึ้นมา
ครั้นจะให้รอให้พริ้นต์ภาพถ่ายให้เสร็จก่อน ก็ไม่ทันการณ์
ดังนั้นทางเลือกที่ต้องจำใจก็คือสั่ง Cancel
ซึ่งก็ทำให้เสียหมึกกับกระดาษไปฟรี ๆ เปลืองเงินเปล่า ๆ ปลี้ ๆ
ซึ่งหากเรามีฟีเจอร์ที่สามารถทำให้พริ้นต์งานได้พร้อมกัน 2
งานก็คงจะดีไม่น้อยนะครับ อย่างน้อย ๆ
ก็ดีกว่าการต้องซื้อเครื่องพิมพ์สองเครื่องเพื่อแก้ปัญหานี้ เพราะบางที
พื้นที่ในห้องทำงานของเรามันก็จำกัดซะด้วย แล้วจริงๆ
แล้วเหตุการณ์แบบนี้มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่พอเกิดมาทีเนี่ย
บอกได้คำเดียวว่า เซ็งว่ะ
2. Complete Continue
เคยอีกรึเปล่าครับ เวลาสั่งพิมพ์งานยังไม่ทันเสร็จ แล้วไฟดับ
หรือมีคนมาเตะปลั๊ก หรือวินโดส์แฮ้งค์ แล้วมันพิมพ์งานค้างอยู่ยังไม่เสร็จ
ทีนี้พอเครื่องพิมพ์สามารถทำงานได้ีอีก มันก็ปริ๊นต่อจากที่เดิมไม่ได้ละ
ถ้าเกิดเราสั่งพิมพ์ภาพสีไปล่ะก็ เท่ากับเสียกระดาษและหมึกไปเลย
แล้วยิ่งถ้าพิมพ์จนจะเสร็จอยู่แล้วด้วย นี่มันโคตรแค้นเลยนะครับ ดังนั้น
คงจะดีไม่น้อย ถ้ามีฟังก์ชั่นพิมพ์ต่อจากจุดเดิม ที่เกิดการขัดข้อง
โดยสามารถต่อได้อย่างเนียน ไร้รอยต่อโดยสมบูรณ์ครับ
อธิบายซะยืดยาว
เลยนะครับ จริง ๆ อยากได้แค่ 2 ข้อเท่านั้นเอง ไม่ได้โลภมากเลย
ว่าแต่เมื่อไหร่จะมีคนผลิตพริ้นเตอร์แบบนี้ออกมาให้ใช้เนี่ย
posted on 28 Jun 2008 23:43 by whymewhynot
ผมเป็นคนหนึ่งครับ ที่ชอบอุดหนุน เทปผีซีดีเถื่อน เป็นมาตั้งแต่สมัยยังไม่มี CD แล้ว แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่นิสัย หรือสันดานอะไรหรอกนะครับ แต่เรื่องนี้มันมีเหตุผล ซึ่งใครที่ชอบซื้อเทปผีซีดีเถื่อนเหมือนกัน คงจะพอเข้าใจในเหตุผลข้อนี้
เมื่อก่อนนี้ ที่ต้องซื้อเทปผี ก็เพราะว่าเทปของแท้นั้นหายาก ยิ่งวงที่อยากจะฟัง เป็นวงใต้ดิน เป็นวงที่ดังในกลุ่มแคบ ๆ เป็นแนวที่เค้าหาว่าบ้าด้วยแล้ว จะยิ่งหายาก ซึ่งถ้าจะหามาฟังก็ต้องพึ่งพาร้านผี ๆ เหล่านี้แหละครับ
แต่สมัยนี้นั้น เหตุผลที่ต้องซื้อแผ่นผีก็เพราะว่าของมันแพงครับ ซีดีสากลแผ่นหนึ่ง 299 บาท เป็นต้นไป ที่ราคา 199 ก็เป็นเพลงสากลอีกเกรดหนึ่ง แล้วยิ่งถ้าเป็นแผ่นนำเข้าราคายิ่งสูงไปถึง 500 อัพเลยทีเดียว ดังนั้น ถ้าจะให้มาซื้อแผ่นแท้ฟังตลอดคงจะไม่ไหว ส่วนทางด้านแผ่นของไทยนั้น แม้ว่าจะราคาถูกกว่ามากก็ตาม แต่ก็มีปัญหาว่า ซื้อมาแล้วไม่เพราะ หรือเพราะแค่เพลงเดียว ทำให้เรารู้สึกเสียดาย ถ้าจะต้องซื้อแผ่นทั้งแผ่นเพื่อมาฟังเพลงแค่เพลงเดียว ซึ่งปัญหานี้ก็เป็นกับเพลงฝรั่งเหมือนกันครับ ซึ่งเราก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าต้นทุนแผ่นซีดีนั้น ถูกขนาดไหน แม้ต้นทุนในการผลิตเพลงอาจจะแพง แต่ยุคสมัยนี้นั้น จะหวังกำไรจากการขายแผ่นอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องหารายได้จากทุกช่องทางที่มี จึงจะมีกำไร ซึ่งคนเป็นนายทุนนั้นน่าจะรู้ดี แต่ที่ยังมาโอดครวญเรื่องปัญหาเทปผีซีดีเถื่อนกันอยู่นี่ ก็เพราะยังไม่รู้จักปรับตัวนั่นเอง
ถึงแม้เดี๋ยวนี้จะมีแนวคิดใหม่คือ สามารถซื้อเพลงได้แค่เพลงเดียว โดยวิธีการดาวน์โหลด แต่ก็มีปัญหาเดิม ๆ อีกคือแพง เพลงละ 35 บาทแน่ะ แล้วพอฟังไปนาน ๆ เข้าก็เบื่ออีก เพลงที่อุตส่าห์จ่ายเงินไปแล้ว ก็เลยกลายเป็นขยะดิจิตอลอยู่ในเครื่องนั่นแหละ เปิดฟังก็ไม่ได้เปิด จะลบทิ้งก็เสียดายเงิน
ดังนั้นผมก็เลยคิดเล่น ๆ ดู ว่าจะดีมั้ยถ้ามีโมเดลของธุรกิจดนตรีแบบใหม่ที่เรียกว่า Pay Per Listen เกิดขึ้น วิธีนี้จะคล้าย ๆ กับการขายเพลงแบบดิจิตอล ผสมกับวิทยุ บวกกับ การตลาดแบบ Pay Per Click คือ ถ้าฟังค่อยจ่าย ไม่ฟังก็ไม่ต้องจ่าย โดยเราสามารถเลือกฟังเพลงใดก็ได้ครั้งแรกฟรี หรือเพลงไหนที่ดีเจนำมาเปิด ก็จะฟังได้ฟรี แต่เมื่อใดก็ตามที่เราอยากฟังเพลงนี้ซ้ำ หรือฟังในเครื่องเล่นของเรา เราจึงจะเริ่มเสียเงิน โดยคิดราคาไม่แพง โดยอาจจะราคาแค่ 0.5-1 บาทต่อเพลงต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับเรต และคะแนนต่าง ๆ เช่น เพลงที่นิยมจะมีราคาถูก เพราะว่า ปริมาณการดาวน์โหลดสูง ทำให้มีวอลลุ่มมาก ยังงัยก็กำไรเยอะ ส่วนเพลงที่ไม่ดัง ก็จะมีราคามาตรฐานหนึ่ง แต่ไม่ควรแพงมาก หรือเพลงที่มาใหม่ ราคาถูก พอเริ่มดังก็มีการปรับราคาไปตามความเหมาะสม
การนำเสนอเพลงอาจจะออกมาในรูปของ รายการวิทยุแบบ Interactive คือ ฟังรายการวิทยุไปเรื่อย ๆ ตามปกติ แต่จะมีข้อมูลเพลงที่เปิดอยู่ , เพิ่งเปิดไป 10 เพลง , Top 40 Hits ให้ผู้ฟังเลือกดู และดาวน์โหลดได้ตลอดเวลา ซึ่งเมื่อไรก็ตามที่มีการดาวน์โหลดเพลงลงไปฟังแบบส่วนตัว ตัวแทร๊กกิ้งก็จะเริ่มทำงาน แล้วคำนวณค่าบริการทันที ถ้าคิดออกไปไกลอีกหน่อย ก็สามารถส่งเพลงหากันได้ด้วยอีกเหมือนส่ง True Tone ให้กัน แต่เป็นการส่งเพลงในระดับคุณภาพเท่า CD ซึ่งถ้าผู้รับต้องการฟังเพลงนี้ต่ออีกในครั้งต่อไป ผู้รับก็รับค่าใช้จ่ายในการฟังเพลงในครั้งต่อไป ถ้าไม่ฟังก็ลบทิ้งไป
ซึ่งวิธีการนี้ จะต้องผนวกกับเครื่องเล่นเพลง และโปรแกรมแบบใหม่ ซึ่งต้องเก็บข้อมูลการฟังเพลงของแต่ละคนไปด้วย เพื่อที่จะได้รู้ว่าใครฟังเพลงอะไรไปเท่าไหร่ และฟังที่เครื่องไหน โปรแกรมอะไร เพลงไหนเพิ่งฟังครั้งแรก เพื่อที่จะเรียกเก็บเงินได้ถูก ซึ่งการเก็บเงินนั้น จะเป็นแบบ Pre Paid , Post Paid ก็แล้วแต่ครับ ตรงนี้ไม่ใช่สาระที่จะนำเสนอ
ผมว่าโมเดลแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน Win-Win กันทุกฝ่าย ทั้งคนฟัง คนขาย คนผลิต เพราะผู้ฟัง ก็ได้ฟังเพลงในราคาถูก ได้ฟังเฉพาะเพลงที่ตัวเองชอบ ไม่ต้องไปซื้อแผ่นผีรวมมาแล้วพบว่าฟังอยู่ไม่กี่เพลง ลองคิดดูว่าห้างไอทีขายแผ่นผีอยู่ 150 บาท มีเพลงเป็นร้อย ๆ ก็จริง แต่เอาที่ฟังจริง ๆ บางทีมีไม่ถึง 30 เพลง แถมแผ่นที่ออกมาติด ๆ กัน ยังมีเพลงซ้ำกันเป็นจำนวนมาก เพลงใหม่ ๆ ที่เพิ่มมามีนิดเดียว แต่อยากฟังเพลงใหม่เร็ว ๆ ก็ต้องจ่ายอีก 150 บาท เพื่อฟังเพลงใหม่นั้นกลายเป็นว่า จ่ายเงินไป 150 เพื่อฟังเพลงอีกแค่ไม่ถึง 10 เพลง ดังนั้นถ้าลองมาจับกับโมเดล Pay Per Listen นี้ ที่ราคาเพลงละ 1 บาท สามารถฟังเพลงได้ถึง 150 เพลง หรือเพลงละ 150 ครั้ง ซึ่งผมว่า ถ้าผู้ฟังได้ฟังเพลงที่เค้าชอบ เค้ายอมจ่ายแน่นอน ดีกว่าเสียตังค์ 150 เพื่อมาฟังเพลงแค่ 30 เพลง ซึ่งคิดมูลค่าต่อเพลงแล้วเท่ากับ เพลงละ 5 บาท แถมคุณภาพก็ยังไมได้ด้วย อีกทั้งยังรู้สึกผิด ๆ ที่ไม่ช่วยเหลือศิลปินอีกต่างหาก แต่ก็ต้องทำใจเพราะไม่มีตังค์
ผู้ขายเองยังได้บริหารค่ายเพลงให้ดีได้ด้วย เพราะสามารถวัดผลการเปิดเพลงได้แม่นยำ เพราะมีโปรแกรมที่คอย tracking การเล่นเพลงของแต่ละคนไว้ตลอด ทำให้ข้อมูลที่ได้แม่นยำ นักการตลาดก็สามารถวิเคราะห์ได้ว่า เพลงแบบไหนที่คนชอบฟัง จะได้ไปผลิตเพลงที่คนชอบฟังออกมา หรือโปรโมทเพลงนั้นให้มากขึ้น อาจทำเวอร์ชั่นอะคูสติก , เร้กเก้ , บอสซ่า , แจ๊ส หรือเล่นโปรโมชั่นสินค้ากับเพลงนั้น โดยการสร้างแผ่น EP ออกมาขาย ซึ่งมั่นใจได้ว่าจะขายได้ดีแน่ เพราะมีสถิติอยู่แล้ว ส่วนเพลงไหนร่วงก็จะได้เลือกโปรโมทไปครับ ไม่ต้องเปลืองเงินไปลงทุนกับเพลงนั้นอีก
ส่วนนักร้องนักดนตรี ถ้าเพลงดัง ก็ขายได้ดี รายได้เพิ่มขึ้น เพราะถ้าโมเดลนี้ถ้าคนนิยม ปัญหาแผ่นผีก็หมดไปแน่ ๆ ล่ะ
ซึ่งตรงนี้ในอนาคต ก็จะเหมือนกับโมเดลของโทรศัพท์มือถือ คือกลายเป็นสิ่งพื้นฐาน เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็มี ก็ใช้ โดยมีค่าใช้จ่ายแบบรายเดือน ทั้งแบบ post paid และ pre paid ซึ่งคนส่วนใหญ่ทั่วไปรับได้ ใครชอบฟังมากก็จ่ายมาก ฟังน้อยจ่ายน้อยเหมือนโทรศัพท์มือถือ หรืออาจจะออกโปรโมชั่นมาให้ถูกใจคนแต่ละกลุ่มได้อีก เหมือนการใช้โทรศัพท์มือถือ เช่นช่วงเช้าที่กำลังไปทำงาน หรือช่วงเย็น ที่กำลังกลับบ้าน เป็นช่วงที่อยู่ในรถ อยู่ในรถไฟฟ้า คนนิยมฟังเพลงเพื่อฆ่าเวลา ก็มีโปรโมชั่นฟังเพลงได้ถูกในช่วงนี้ หรือโปรโมชั่นคนอกหัก อกหักมาทางนี้ ดาวน์โหลดเพลงอกหักได้ 20 เพลง ในราคา 100 บาท ฟังได้เพลงละครั้ง หรือ ฟังเพลงอกหักที่อินสุด ๆ 1 เพลง 100 ครั้ง อะไรแบบนี้
และต่อไปก็อาจจะผนวกโฆษณาเข้ามาในเครื่องนี้ได้อีกด้วย โดยอาจจะเป็นสินค้าประมูลของนักร้องที่ชื่นชอบ , ภาพพร้อมลายเซ็นต์ของนักร้อง , ซีดีที่ระลึก ซึ่งอาจจะมีแค่ 100 แผ่น โดยสินค้าจะส่งให้ถึงที่บ้านที่เราได้ลงทะเบียนไว้ภายในไม่กี่วัน และเงินจะถูกตัดออกจากบัญชีทันที และอาจจะขยายออกไปยังธุรกิจหนังได้อีกด้วยครับ
เพียงแต่ว่า สิ่งที่ยากก็คือ ต้องทำให้สิ่งนี้กลายเป็นมาตรฐานของการฟังเพลงในอนาคต ชีวิตของคนจะต้องปรับตัวเข้าสู่ความเป็นดิจิตอล และออนไลน์ เพราะเห็นได้ชัดว่าโมเดลนี้ ต้องพึ่งฮาร์ดแวร์ , ซอฟต์แวร์ , เครือข่าย และการโปรโมทจึงจะสำเร็จได้ และใครล่ะจะมาการันตีว่าสิ่งนี้จะสำเร็จได้ และใครล่ะที่จะกล้ามาลงทุน ในเมื่อมันยังไม่มีความชัดเจน และสามารถยืนยันได้ว่ามันจะฮิต เพราะบางทีมันอาจจะดับก็ได้ ส่วนเรื่องเทคนิคในการทำให้มันเป็นจริง ผมว่าไม่ยากเกินความสามารถของมนุษย์หรอกนะ
ก็หวังไว้ครับว่าในอนาคตเราจะมีโมเดลธุรกิจเพลงดี ๆ ที่ไม่เอาเปรียบผู้บริโภคมากเกินไป และปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์เพลงก็จะหมดไป
posted on 16 Jun 2008 20:15 by whymewhynot
มีใครแถว ๆ นี้ มี Desktop รก ๆ อย่างในรูปนี้บ้างครับ หรือว่าใครที่ชอบเก็บไฟล์ต่าง ๆ ไว้หน้า Desktop เยอะ ๆ บ้างครับ
คิดว่าคงมีกันไม่น้อยเลยทีเดียว ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบวางงานที่ทำในปัจจุบันเอาไว้ที่หน้า Desktop เพื่อให้รู้ว่าในตอนนี้มีงานอะไรที่กำลังทำอยู่บ้าง และเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียเวลามากนักในการค้นหาไฟล์งาน ซึ่งไฟล์งานเหล่านี้ เราก็อยากจะแยกไอคอนให้ออกจากไอคอนของโปรแกรมใช้งานต่าง ๆ หรือสำหรับบางคนอาจจะต้องการแยกกลุ่มของโปรแกมออกจากกัน จะได้เรียกใช้ได้สะดวกขึ้น ซึ่งเราจะทำแบบนั้นได้ก็ต้องมาเลื่อนไอคอนเอาเองใช่มั๊ยครับ
ซึ่งการทำแบบนั้นมันขัดใจคนขี้เกียจอย่างผมมาก ๆ เลยครับ คงจะดีไม่น้อย ถ้าระบบปฏิบัติการที่ใช้อยู่สามารถจัดวางไอคอนเป็น set เป็นกลุ่มได้ล่วงหน้า ตามแต่ผู้ใช้งานต้องการ โดยเราอาจจะกำหนดให้ ไอคอนของโปรแกรมไว้ทางมุมขวา ไอคอนในกลุ่ม Documents อยู่ทางมุมขวา เหมือนในรูป หรืออาจจะแยกย่อย Documents เป็นกลุ่ม ๆ อีก เช่น ไฟล์ในกลุ่ม Microsoft Office , ไฟล์ในกลุ่มวีดีโอ เป็นต้น
หรือบางทีเราอาจะต้องการแยกไฟล์ในแบบอื่น ๆ อีก เช่น ไฟล์ดาวน์โหลด , ไฟล์เพลง , ไฟล์หนัง , ไฟล์pdf ก็สามารถเลือกได้ตามสะดวก โดยสามารถเลือกตำแหน่งการวางบน Desktop ได้ด้วย

ภาพและแนวคิดการจัดกลุ่ม
Desktop แบบ Manual จาก
Antbag.com
ซึ่งสำหรับผม ขอแค่แยกเป็นกลุ่มตามการใช้งานได้ก็เพียงพอแล้วล่ะครับ หวังว่าผู้พํฒนาระบบจะมาอ่านเจอบ้างนะครับ นี่คือความต้องการของ user อย่างนึงเลยล่ะครับ